How Life Works – ชีวิตดี เป็นยังไง

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ช่วงนั้นผมเรียนจบปริญญาตรีมาใหม่ๆ ผมกำลังค้นหาตัวเอง และผมก็ได้ไปเจอะหนังสือเล่มหนึ่งเข้า หนังสือเล่มนั้นคือ FOLLOW YOUR HEART ก้าวไปตามในฝัน! เขียนโดย Andrew Matthews หนังสือเล่มนั้นเปลี่ยนชีวิตและวิธีการคิดต่อโลกใบนี้ของผมไป และวันนี้ผมได้อ่านหนังสืออีกเล่มของผู้เขียนคนเดียวกันครับ หนังสือเล่มนี้ชื่อ How Life Works - ชีวิตดี เป็นยังไง... สิ่งดีๆเกิดกับชีวิต แค่คิดเป็น ผมได้แง่คิดดีๆจากผู้เขียนอีกเช่นเคย และผมสรุปใจความสำคัญหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็น 3 ส่วน ครับ ขอให้ผู้อ่านมีความสุขและมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิตครับ 🙂 ความคิด และ ความรู้สึก ทำไมถึงเกิดเรื่องดีเวลาเรารู้สึกดี และ ทำไมถึงเกิดเรื่องร้ายเวลาเรารู้สึกแย่ เราจะทำอย่างไรให้รู้สึกดีเพื่อจะได้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นในชีวิต ความคิดส่งผลต่อการสื่อสาร เราทุกคนและทุกสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน สิ่งสำคัญ คือ คุณรู้สึกอย่างไร ความคิดทำให้เกิดความรู้สึก เมื่อคุณเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกก็เปลี่ยน สิ่งที่คุณคิดและรู้สึก จะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่คุณจะได้รับ เรารู้สึกอย่างไร เราก็จะได้อย่างนั้น เราดึงดูดผู้คนและสถานการณ์ที่ลงตัวเหมาะกับความรู้สึกของเรา เมื่อเรารู้สึกมีความสุข เราก็จะดึงดูดสถานการณ์เชิงบวก หากเรารู้สึกหงุดหงิดและโกรธ เราก็จะดึงดูดเหตุการณ์ที่ทำให้เรายิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก เพื่อให้บรรลุสิ่งที่คุณต้องการ ก่อนอื่นคุณต้องมีความรู้สึกต่อสิ่งที่คุณต้องการราวกับว่าคุณได้ครอบครองสิ่งดังกล่าวแล้ว If you … Continue reading How Life Works – ชีวิตดี เป็นยังไง

“กล้าที่จะถูกเกลียด” ชีวิตที่ไม่ต้องทำตามความคาดหวังของใคร เพื่อมีความสุขได้ ณ วินาทีนี้

https://www.youtube.com/watch?v=okztdb3f52I ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้จากเพื่อนๆพี่ๆที่พูดถึงกันมาก เลยอดไม่ได้ที่จะจัดมาอ่านซะหน่อย ปรากฎว่ามีหลายแนวคิดที่เชื่อมันอยู่แล้ว และอีกหลายแนวคิดที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจ จากแนวคิดของนักจิตวิทยาชื่อ อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) นักจิตวิทยาและนักปรัชญาชาวออสเตรีย ผ่านมุมมองของนักปรัชญาชาวญี่ปุ่น คิชิมิ อิชิโร โดยมีโคะกะ ฟุมิทะเกะนักเขียนหนุ่มเป็นผู้เรียบเรียง จัดทำในรูปแบบการสนทนาถกเถียงกันในเชิงปรัชญา เพื่ออธิบายแนวคิดของ อัลเฟรด แอดเลอร์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการพัฒนาตนเอง” ให้ชัดเจนและปรับประยุกต์ใช้กับชีวิตได้จริง ผมขอสรุปแนวคิดย่อยเอาไว้เพื่อให้ผู้สนใจที่อยากจะ "ค้นพบตัวเอง" ได้ลองเอาไปคิดกันนะครับ โดยภาพรวม ถ้าจะให้ผมสรุปใจความสำคัญสั้นๆของหนังสือเล่มนี้ ผมคิดว่ามันเป็นหนังสือที่ส่งเสริมให้เราเกิดความ "ความกล้า" ครับ กล่าวคือ กล้าที่จะไม่ใช้ชีวิตตามความคาดหวังของใคร กล้าที่จะถูกเกลียด เพราะไม่ได้ทำตามความคาดหวังของเค้า กล้าที่จะมีความสุข ณ วินาทีนี้ 1. อย่าเชื่อเรื่องแผลใจ หลักจิตวิทยาแบบแอดเลอร์ คือหลักจิตวิทยาแห่งความกล้า ความกล้าที่จะมีความสุข ณ วินาทีนี้ ชีวิตของคนเราไม่ได้ถูกกำหนดโดยประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่ถูกกำหนดโดยความหมายที่ตัวเรามอบให้กับประสบกาณณ์ต่างหาก (หรือก็คือมุมมองของเราที่มีต่อประสบกาณณ์นั้นๆ) ไม่ได้สำคัญว่าชีวิตนี้คุณเกิดมาแล้วได้หรือไม่ได้อะไรมาบ้าง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์อย่างไร คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ไลฟ์สไตล์ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่เราเลือกเองได้ บางคนบอกว่าเปลี่ยนไม่ได้ จริงๆเพราะเค้าตัดสินใจว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงต่างหาก … Continue reading “กล้าที่จะถูกเกลียด” ชีวิตที่ไม่ต้องทำตามความคาดหวังของใคร เพื่อมีความสุขได้ ณ วินาทีนี้

เริ่มลงมือทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ อย่าโทษโน่นโทษนี่ เพราะมันไม่มีอะไรดีขึ้นมา!

หนังสือ 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง (7 Habits of Highly Effective People) เขียนโดย Stephen R. Covey ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่อมตะจริงๆ ผมได้อ่านครั้งแรกตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ น่าจะ 10 ปีได้ละ แต่แง่คิดในหนังสือเล่มนี้กลับยังนำมาใช้ได้เรื่อยๆครับ โดยเฉพาะในเรื่อง "การลงมือถือ" อุปนิสัยแรกที่ Stephen พูดถึงคือการเป็นคน Proactive หรือคนที่เริ่มลงมือทำ คนที่ชอบลุยไปเลย (Execution-oriented) คนที่ชอบลงมือทำจะชอบถามตัวเองเสมอๆในการทำงานครับ ว่า... ในสถานการณ์แบบนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้าง? เราสามารถลงมือทำอะไรได้เลยบ้าง คำถามนี้จะช่วยให้เรามุ่งไปในสิ่งที่เรามีอำนาจ สิ่งที่เราสามารถลงมือทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องรอสถานการณ์ใดๆเกิดขึ้นก่อน เป็นเรื่องที่อยู่ในความควบคุมของเรานั่นเอง การคิดแบบนี้ผมเชื่อว่าเป็นการแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่มเลยทีเดียว คือ Proactive Type และ Reactive Type คนที่เชื่อว่าจะเข้าไปลุยทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้คือ Proactive ส่วนคนที่รอให้คนอื่นมานำ หรือรอให้เหตุการณ์ต่างๆชักพาไปเอง กลุ่มนี้คือ Reactive Stephen อธิบายไว้ง่ายๆได้ภาพวงกลมสองวงนี้ครับ Proactive จะมุ่งพลังไปจดจ่อในสิ่งที่เรียกว่า Circle … Continue reading เริ่มลงมือทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ อย่าโทษโน่นโทษนี่ เพราะมันไม่มีอะไรดีขึ้นมา!

เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่า เพราะอะไร? (เราถึงทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้) ตอนที่ 2

มาต่อกันที่ภาคจบของ "เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่า เพราะอะไร?" ครับ ภาคนี้พูดถึงการนำไปใช้งานละครับ 3. ประโยชน์ของการเริ่มต้นด้วยคำถามว่าเพราะอะไร 3.1 เพื่อการสร้างทีมงานชั้นยอด คุณจะไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ชั้นยอดได้เลยถ้าคุณไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนชอบที่จะมาทำงานกับคุณ และทำให้ทีมงานมีความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ในการทำงานร่วมกันอย่างทีมที่แข็งแกร่ง คุณสามารถสร้างความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ได้โดยการสื่อสารและแสดงให้เห็นว่าคุณมีความเชื่อและค่านิยมแบบเดียวกับกลุ่มคนที่คุณสื่อสาร คุณจำเป็นต้องเล่าว่าเพราะอะไร (Why) คุณถึงสร้างผลิตภัณฑ์/องค์กรนี้ขึ้นมา และพิสูจน์ความเชื่อของคุณด้วยผลิตภัณฑ์/องค์กร (What) ที่เป็นสิ่งจับต้องได้ชัดเจน Why คือความเชื่อ How คือการกระทำเพื่อให้ความเชื่อของเราเป็นรูปธรรมขึ้นมา และ What คือผลจากการลงมือทำดังกล่าว เมื่อทั้ง 3 อย่างนี้เกิดขึ้นมาสมดุล จะก่อให้เกิดความไว้วางใจ (Trust) และทำให้ผู้คนเห็นคุณค่า (Value) ของสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา หน้าที่ของผู้นำองค์กรคือไม่ใช่แค่สรรหาคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมทีม แต่ยังต้องสมควรหาคนที่เชื่อในสิ่งที่องค์กรคุณเชื่อและยึดถือด้วย คุณไม่ได้แค่ต้องการคนที่มีทักษะความสามารถ (Skills) แต่คุณต้องการคนที่มีทัศคติ (Attitude) ตรงกับองค์กรคุณด้วย การสรรหาทีมงานด้วยการเริ่มต้นว่าเพราะอะไร จะช่วยให้คุณวัดทัศคติความเชื่อของเค้าว่าเข้ากับองค์กรคุณได้มั้ย และเมื่อผ่านด่านนี้ คุณถึงค่อยไปวัดทักษะความสามารถว่ามีพอมั้ย องค์กรชั้นเลิศไม่ได้รับคนที่มีทักษะความสามารถเข้ามาแล้วกระตุ้นให้เค้าทำงาน แต่เค้ารับคนที่กระตือรือร้นอยากทำงานเข้ามาและสร้างแรงบันดาลใจให้เค้าสร้างผลงานชั้นยอด ถ้าคุณไม่กระตุ้นให้ทีมงานคุณเชื่อในบางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งที่ใหญ่กว่าเนื้องานที่เค้าทำ พวกเค้าจะกระตุ้นตัวเองให้ออกไปตามหางานใหม่ที่อื่น แล้วองค์กรคุณจะเหลือแต่ทีมงานที่ไร้ซึ่งความเชื่อใดๆในองค์กรคุณเลย 3.2 เพื่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการในวงกว้าง … Continue reading เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่า เพราะอะไร? (เราถึงทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้) ตอนที่ 2

เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่า เพราะอะไร? (เราถึงทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้) ตอนที่ 1

ผมได้ดู TED อันนึงเมื่อเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาที่นำเสนอโดย Simon Sinek เรื่อง How great leaders inspire action มันได้ตบไอเดียเข้าที่หัวผมมากเสียจนผมต้องเขียนบล๊อกถึงไว้ ผ่านมาเกือบหนึ่งปี ผมก็ได้คว้าหนังสือ Start with Why: How Great Leaders Inspire Everyone to Take Action มาอ่านจบจนได้ ได้แนวคิดที่น่าสนใจ และผมได้ลองเอามาใช้จริงกับตัวเองแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่าเรามีแรงขับดันในการทำสิ่งต่างๆ ผมมีความชัดเจนในใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ ผมทำไปเพื่ออะไร? ผมทำไปเพราะอะไร? ผมขอสรุปไอเดียสำคัญของหนังสือเล่มนี้ไว้ในบล๊อคนี้ครับ เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่า เพราะอะไร? (Start with Why) 1. โลกที่ปราศจากจิตวิญญาณและความเชื่อ เพราะไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่า เพราะอะไร? Apple คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทำไมเราต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่าเพราะอะไร Apple ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่ขายคอมพิวเตอร์, เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล, โทรศัพท์มือถือ แต่ Apple สามารถท้าทายความเชื่อเดิมๆของการพัฒนาสินค้าได้อย่างหมดจดด้วยการคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ เค้าทำได้อย่างไร? เหตุผลง่ายๆคือ Apple สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน (Inspiration) Apple … Continue reading เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่า เพราะอะไร? (เราถึงทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้) ตอนที่ 1

Presentation Zen ออกแบบการนำเสนออย่างเรียบง่ายและทรงพลัง

หนังสือ Presentation Zen "พรีเซนเทชั่นเซน" เขียนโดย การ์ เรย์โนลด์ส เล่มนี้ผมซื้อมานานเป็นปีได้ละ ผมจำได้ว่าซื้อมาช่วงที่ Steve Jobs เพิ่งเสียชีวิตลงไป ช่วงนั้นผมกำลังสนใจแนวคิดของ Zen ที่ Steve Jobs ใช้เป็นหลักในการนำเสนอและการออกแบบ นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังร่วมแปลโดยอาจารย์ที่ผมเคารพ อาจารย์ธงชัยโรจน์กังสดาล ที่ผมได้เรียนวิชา Creative Thinking และ OS กับท่านตอนป.ตรี ผมทิ้งหนังสือไว้ยาวมากเลยเล่มนี้ไม่ได้อ่านซักทีถึงคราวมาจัดซะหน่อยช่วงหยุดยาวนี้ ลองมาดูไอเดียของ Presentation Zen ที่ถือเป็นหัวใจหลักในการนำเสนอของ Steve Jobs กันครับ

ไอเดียประหยัดเวลาประจำวัน

เผอิญไปเจอหนังสือเล่มนึงชื่อ ใครขโมยเวลาของฉันไป? ชื่อภาษาอังกฤษคือ How to save an hour everyday แต่งโดย Michael Heppell ผมสนใจเลยเพราะรู้สึกการทำงานช่วงนี้มันยุ่งขึ้นกว่าปีที่แล้วมากมายเลยครับ น่าจะมาจากมีทีมงาน under ผมหลายคนมากขึ้น บริษัทใหญ่ขึ้น เป้าหมายงานใหญ่ขึ้น และก็ด้วยเราอยากแบ่งเวลาให้กับครอบครัวด้วย เลยสนใจนะว่าจะทำยังไงถึงน่าประหยัดเวลาได้

Don’t Make Me Think ออกแบบเว็บไซต์ให้เข้าใจง่ายๆ และไม่ต้องใช้สมอง

ตอนนี้ผมกำลังสนใจหาความรู้เรื่อง Usability เพิ่มเติม เลยจัดหนังสือ Classic ทางด้านนี้มาอ่าน ชื่อหนังสือ "Don't Make Me Think: A Common Sense Approach to Web Usability" หรือชื่อภาษาไทยคือ "ออกแบบเว็บไซต์ให้เข้าใจง่ายๆ และไม่ต้องใช้สมอง" เขียนโดย Steve Krug ผมขอสรุปไอเดียสั้นๆที่จับใจความได้ไว้ดังนี้

สื่อสารยังไงให้ติดหนึบเป็นตังเมย์ติดฟัน

ผมเผอิญไปเจอะหนังสือเล่มนึงน่าสนใจ ชื่อหนังสือยาวหน่อยครับ.... ติดตา ติดหู ติดปาก ติดใจ? ติดอะไร ไม่เท่า ติดหนึบ วิธีการสื่อสารทุกเรื่องให้คนสนใจและจดจำได้ ติดแน่นไม่มีวันลืม ชื่อหนังสือภาษาอังกฤษคือ Made to Stick จากผู้เขียนคือ Chip Heath และ Dan Heath โดยคุณ Chip Heath เป็น Professor อยู่ที่ Business School ของ Stanford University เค้าสนใจทางด้านการสื่อสารให้ได้ผลที่สุด แนวคิดจากหนังสือจึงเป็นแนวคิดที่กลั่นกรองจากสิ่งที่เค้าสอนเด็กนักศึกษา Stanford University และจากงานวิจัยของผู้แต่งทั้ง 2 ท่าน

Follow Your Heart ก้าวไปตามในฝัน!

คุณเคยถามตัวเองมั้ยครับว่าชีวิตคนเราเกิดมาทำไม? เกิดมาเพื่ออะไร? ช่วงที่ผมเรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆช่วงนั้นผมมีคำถามนี้อยู่ในใจ แล้วผมก็พยายามค้นหาคำตอบ ผมหาหนังสือหลักคิดต่างๆมาเรียนรู้เพื่อหาคำตอบให้กับตัวเอง งานที่เราทำอยู่ตอนนั้นราชอบมันมั้ย? ถ้าเรากำลังจะตายไปในวันพรุ่งนี้ เราจะยังคงทำสิ่งที่เราทำวันนี้อยู่มั้ย? คำถามหลายๆอย่างนี้เกิดขึ้นวนเวียนในชีวิตวัยเริ่มต้นทำงานของผม และผมก็ได้ไปเจอหนังสือเล่มนึงเข้า หลังจากผมได้อ่านแล้วผมก็ได้ข้อคิดดีๆหลายอย่างที่ผมได้นำไปใช้โดยไม่รู้ตัว วันนี้ผมว่าผมตอบตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้นว่าผมรักสิ่งที่ผมทำอยู่ และมีความสุขดีกับชีวิตปัจจุบันครับ ผ่านมาเกือบ 7-8 ปีได้ และผมเผอิญไปเจอะ short note ที่ตอนนั้นผมอ่านและสรุปเอาไว้ ผมเลยอยากแชร์ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับน้องๆคนรุ่นใหม่เช่นกันครับ หนังสือเล่มนี้ชื่อ Follow Your Heart ก้าวไปตามในฝัน! เขียนโดย Andrew Matthews หนังสือเล่มนี้แบ่งแง่คิดออกเป็น 10 ข้อด้วยกันดังนี้ครับ 1. เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ และโลกใบนี้คือครูของเรา จงใช้ชีวิตราวกับว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนมีจุดมุ่งหมาย แล้วชีวิตคุณจะมีเป้าหมาย ลองไตร่ตรองดูว่าเพราะเหตุใดบทเรียนหนึ่งๆหรือประสบการณ์หนึ่งๆจึงเกิดขึ้นกับคุณ จงหาทางรับมือกับมัน แล้วคุณจะสอบผ่านโดยไม่ต้องเรียนรู้มันอีก มนุษย์เราแต่ละคนได้รับบทเรียนเฉพาะตัวแตกต่างกันไป และชีวิตได้เตรียมบทเรียนซึ่งเราต้องเรียนรู้ไว้แล้วอย่างเป็นลำดับอันเหมาะสม บทเรียนนั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด เว้นแต่เราสอบผ่าน บทเรียนจึงจบลง มิฉะนั้นเราก็ยังคงได้รับบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบที่ต่างกันออกไปเรื่อยๆ ทุกคนที่ก้าวเข้ามาใชีวิตคุณล้วนเป็นครูของคุณ แม้ว่าพวกเขาจะทำให้คุณแทบเป็นบ้าก็ตาม เพราะเขาช่วยให้คุณรู้ว่าขีดจำกัดของคุณอยู่ตรงไหน และควรพัฒนาจุดไหนบ้าง ชีวิตไม่ง่ายขึ้นหรอกครับ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้ดีขึ้นได้ ยิ่งคุณเก่งขึ้น เกมก็ยิ่งยากขึ้น … Continue reading Follow Your Heart ก้าวไปตามในฝัน!